เศาะฮาบะฮ์ของท่านเราะซูล ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอนที่ 1

อัพเดตเมื่อ: มิ.ย. 13

โดย อะบูฮะนีฟ รอมฎอน



ความหมายของเศาะฮาบะฮ์

ความหมายของคำว่า “เศาะฮาบะฮ์” ทางด้านภาษา :


คำว่า الصحابة ในด้านภาษา มาจากรากศัพท์ของคำว่า ((صَحِبَه يَصْحَبُه صُحْبة، وصَحابة)) หมายถึง การเป็นเพื่อน การคบหา [1]


ความหมายของคำว่า “เศาะฮาบะฮ์” ทางด้านวิชาการ :


เกี่ยวกับการให้คำนิยามของคำว่า الصحابي หรือความหมายที่แท้จริงของเศาะฮาบะฮ์ นั้น นักวิชาการ มีความมุมมองแตกต่างกันอย่างมากในการให้คำจำกัดความของ เศาะฮาบะฮ์ ดังนี้ :


1. ท่านอิหม่ามบุคอรีย์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ.256) ได้กล่าวว่า : ผู้ที่เป็นมิตรสหายของท่านนะบีย์ หรือ เคยเห็นท่าน โดยที่เขาเป็นมุสลิม ก็ถือว่าเขาเป็นเศาะฮาบะฮ์ [2]


2. ท่านอิหม่ามอะลีย์ อิบนุ อัลมะดีนีย์ ได้กล่าวว่า : บุคคลใดที่เป็นมิตรสหายของท่านนะบีย์ หรือ เคยเห็นท่าน ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาเดียว ก็ถือว่า เขาเป็น เศาะฮาบะฮ์ [3]


3. ท่านอิหม่ามอัลกุรฏุบีย์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ.671) ได้กล่าวว่า : เป็นที่ทราบกันดีถึงแนวทางของอะฮ์ลุลฮะดีษ ว่า มุสลิมทุก ๆ คน ที่ได้เห็นท่านนะบีย์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถือว่าเขาเป็นหนึ่งในเศาะฮาบะฮ์ [4]


4. ท่านอิหม่ามอิบนุ ฮะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 852) นักวิชาการฮะดีษผู้ยิ่งใหญ่ ก็ได้ให้คำจำกัดความของ เศาะฮาบะฮ์ ไว้ว่า “เศาะฮาบะฮ์ คือผู้ที่ได้พบเจอกับท่านนะบีย์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นผู้ที่มีความศรัทธาต่อท่าน และเสียชีวิตลงในสภาพที่เป็นมุสลิม ดังนั้นการพบเจอท่านนะบีย์ครอบคลุมถึงบุคคลที่ได้นั่งร่วมกับท่านนะบีย์เป็นระยะเวลานานหรือระยะเวลาสั้นก็ตาม เป็นบุคคลที่รายงานฮะดีษจากท่านหรือไม่ได้รายงานฮะดีษก็ตาม เป็นบุคคลที่ออกร่วมทำสงครามกับท่านนะบีย์หรือไม่ได้ออกร่วมทำสงครามก็ตาม เป็นบุคคลที่ฝันเห็นท่านนะบีย์โดยไม่เคยนั่งร่วมกับท่านนะบีย์ก็ตาม และบุคคลที่ไม่เคยเห็นท่านนะบีย์โดยมีอุปสรรคเพราะตาบอดก็ตาม” [5]


5. ดร.มะห์มูด อัฏเฏาะห์ฮาน ได้กล่าวว่า : คือ บุคคลที่ได้พบกับท่านนะบีย์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในสภาพที่เขาเป็นมุสลิม และเสียชีวิตลงในสภาพที่นับถือศาสนาอิสลาม แม้จะมีการเสียศาสนา (ริดดะฮ์) มาคั่นก็ตาม นี่คือทัศนะที่ถูกต้องที่สุด [6]


6. ท่านอิหม่ามอัศศอนอานีย์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ.1182) ได้กล่าวว่า : เศาะฮาบะฮ์ คือ บุคคลผู้ที่เห็นท่านนะบีย์ โดยที่เขาเป็นมุสลิม และเสียชีวิตในสภาพที่เป็นมุสลิม [7]


7. ดร.มูฮัมหมัด อิบนุ อับดุรเราะห์มาน อัลคุมัยยิส ได้กล่าวว่า : คือ บุคคลที่ได้พบกับท่านนะบีย์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในสภาพที่เขาเป็นมุสลิม ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะสั้น ๆ และเสียชีวิตลงในสภาพที่นับถือศาสนาอิสลาม [8]


8. ชัยคฺ ศอเลียห์ อิบนุ เฟาซาน อัลเฟาซาน ได้กล่าวว่า : ((الأصحاب)) เป็นพหูพจน์ของคำว่า ((الصحابي )) และคำว่า ((الصحابي )) หมายถึง : บุคคลที่พบเจอท่านนะบีย์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในสภาพที่เป็นผู้ศรัทธากับท่าน และเสียชีวิตในสภาพผู้ที่ศรัทธา [9] ฉะนั้นแล้วบุคคลที่ศรัทธาต่อท่านนะบีย์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่ว่าไม่พบเจอกับท่าน ก็ไม่ถือว่าเป็นเศาะฮาบะฮ์ เช่น ท่านกษัตริย์นะญาชีย์ ที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในตาบิอีนแทน และบุคคลที่พบเจอท่านนะบีย์แต่ว่าไม่ได้ศรัทธาต่อท่านนะบีย์ ไม่ถือว่าเป็นเศาะฮาบะฮ์ เพราะว่าบรรดามุชริกและกุฟฟารนั้นพวกเขาก็ได้พบเจอท่านนะบีย์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่ว่าไม่ได้ศรัทธาต่อท่านนะบีย์ และบุคคลที่พบเจอท่านนะบีย์ และศรัทธาต่อท่าน ต่อมาได้ตกศาสนา การเป็นเศาะฮาบะฮ์ของเขาก็โมฆะ เมื่อเขาได้เสียชีวิตในสภาพตกศาสนา หากว่าเขากลับเนื้อกลับตัวอัลลอฮ์ก็ทรงรับการกลับเนื้อกลับตัวของเขา เขาก็จะกลับไปเป็นเศาะฮาบะฮ์ [10]


คำว่า เสียชีวิตในสภาพของผู้ศรัทธา” หมายถึง เสียชีวิตลงในอิสลาม จึงไม่รวมถึงผู้ที่ได้เข้ารับอิสลาม แต่ภายหลัง เขาได้สิ้นสภาพจากการเป็นศรัทธา และเสียชีวิตลงในสภาพกาเฟร ซึ่งกรณีนี้ปรากฏน้อยมาก อย่างเช่นกรณีของ อุบัยดิลลาฮ์ อิบนุ ญะฮช์ อดีตสามีของ ท่านหญิง อุมมุ ฮะบีบะฮ์ ซึ่งเขาได้เข้ารับอิสลามพร้อมกับนาง แล้วได้อพยพไปยังเอธิโอเปียด้วยกัน แต่ภายหลังเขาได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ และได้เสียชีวิตลงในขณะเป็นคริสเตียน [11]

ส่วนผู้ที่ได้หันกลับไปนับถือศาสนาเดิม แต่ภายหลังได้หวนกลับมานับถือศาสนาอิสลามอีกครั้งก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลง ไม่ว่าจะได้มีโอกาสร่วมพบปะกับท่านนะบีย์อีกครั้งหรือไม่ก็ตาม ยังถือว่าเป็นเศาะฮาบะฮ์ตามทัศนะที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับ [12]


จากนิยามต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมานี้จึงสรุปได้ว่า เศาะฮาบะฮ์ คือ บุคคลที่ได้พบเห็นท่านนะบีย์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมหรือบุคคลที่มีอุปสรรคทางด้านการเห็นท่านนะบีย์แต่ใช้ชีวิตร่วมกับท่าน โดยมีการศรัทธาในอิสลาม และได้เสียชีวิตในสภาพของผู้ที่ศรัทธา


อ่านต่อตอนที่ 2

[1] อิบนุ มันศูร , ลิซานุลอาหรับ , หมวดอักษรบา , ดารุศศอดิร , เบรุต , (ฮ.ศ.1414) , เล่มที่ : 1 , หน้า : 519. [2] อิบนุ ฮะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ , ฟัตฮุลบารีย์ บิชัรห์เศาะเฮียห์บุคอรีย์ , ดารุลฮะดีษ , ไคโร , (ฮ.ศ.1424-ค.ศ.2004) , เล่มที่ : 7 , หน้าที่ : 5. [3] เล่มเดียวกัน , หน้าที่ : 6. [4] อัลกุรฏุบีย์ , อัลญามิอ์ ลิอะห์กามมุลกุรอาน , ดารุลฟิกร์ , เบรุต , (ฮ.ศ.1432/1433-ค.ศ.2011) , เล่มที่ : 5 , หน้าที่ : 111. [5] อิบนุ ฮะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ , อัลอิศอบะฮ์ ฟีตัมยีซอัศเศาะฮาบะฮ์ , ดารุลมะอ์รีฟะฮ์ , เบรุต , พิมม์ครั้งที่ 2 , (ฮ.ศ.1431-ค.ศ.2010) , เล่มที่ : 1 , หน้าที่ : 7. [6] มะห์มูด อัฏเฏาะหฺฮาน , ตัยซีรมุศเฏาะละฮุลฮะดีษ , มักตะบะฮ์อัลมะอาริฟ , รียาฎ , พิมพ์ครั้งที่ 10 , (ฮ.ศ.1425-ค.ศ.2004) , หน้าที่ : 189. [7] อัศศอนอานีย์ , ซุบุลุสลาม ชัรห์บุลูฆุลมะรอม มินญัมอ์อะดิลละติลอะห์กาม , ชุรูกลินนัชร์วัตเตาเซียอ์ , อียิปต์ , ฮ.ศ. 1429-ค.ศ.2008 , เล่มที่ : 1 , หน้าที่ : 8 [8] มูหัมหมัด อิบนุ อับดุรเราะหฺมาน อัลคุมัยยิส , ชัรห์ อัลอะกีดะฮ์อัฏเฏาะฮาวียะฮ์ , ดารอีลาฟุดเดาลียะฮ์ , คูเวต , พิมพ์ครั้งที่ 1 , (ฮ.ศ.1420-ค.ศ.1999) , หน้าที่ : 415. [9] ศอเลียห์ อิบนุ เฟาซาน อัลเฟาซาน , กิตาบุตเตาฮีด , มักตับอัตตะอาวุนีย์ลิดดะอ์วะฮ์วัลอิรชาดวะเตาอียะฮ์ อัลญาลิยาตบิซุลฏอนียะฮ์ , พิมม์ครั้งที่ 5 , (ฮ.ศ.1424) , หน้าที่ : 122. [10] ศอเลียห์ อิบนุ เฟาซาน อัลเฟาซาน , ชัรฮุสซุนนะฮ์ ลิบัรบะฮารีย์ , ดารุอิบนุฮัซม์ , ไคโร , (ฮ.ศ.1430) , หน้าที่ : 106-107. [11] อิบนุ ฮะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ , (ฮ.ศ.1431) , แหล่งเดิม , หน้าที่ : 8. [12] เล่มเดียวกัน.

ดู 43 ครั้ง

© 2020 เผยแพร่โดย เว็บไซต์วะเราะษะตุสซุนนะฮ์