ซะกาตุลฟิฏร์

แปลและเรียบเรียงโดย อะบูฮะนีฟ รอมฎอน


ความหมายของซะกาตุลฟิฏร์ :

ซะกาตุลฟิฏร์ คือ การทำทานที่จำเป็นสำหรับมุสลิมเนื่องด้วยการสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน[1]


ซะกาตุลฟิฏร์ถูกกำหนดเมื่อใด ?

ซะกาตุลฟิฏร์ถูกกำหนดมาในเดือนชะอ์บาน[2]ปีเดียวกันกับการถือศีลอด คือ ฮิจญะเราะฮ์ศักราชที่ 2[3]


ข้อตัดสินของซะกาตุลฟิฏร์ :

ซะกาตุลฟิฏร์ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน[4] ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง จะเป็นไทหรือทาส จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ที่ครอบครองอาหารหนึ่งศออ์ ที่เกินจากอาหารที่ตนและบุคคลที่อยู่ใต้การอุปการะใช้รัปประทาน และส่งเสริมให้จ่ายแทนให้ทารกในครรภ์มารดาด้วยเช่นกัน[5] และหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นมีทั้งอัลกุรอาน อัลฮะดีษ และมติเห็นพร้องต้องกัน[6]


หลักฐานจากอัลกุรอาน :


อัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า :


قَدْ أَفْلَحَ مَنْ تَزَكَّى


แน่นอนผู้ที่ขัดเกลาตนเอง ย่อมบรรลุความสำเร็จ[7]


ชาวซะลัฟบางท่านอธิบายว่า เป้าหมายของการขัดเกลาตนเองในที่นี้คือ การออกซะกาตุลฟิฏร์

และการออกซะกาตุลฟิฏร์เข้าไปอยู่ในความหมายกว้าง ๆ ของอายะฮ์ที่ว่า :


وَآتُوا الزَّكَاةَ


และจงชำระซะกาต[8]


หลักฐานจากอัลฮะดีษ :


รายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิ อุมัร เล่าว่า :


فَرَضَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ زَكَاةَ الْفِطْرِ صَاعًا مِنْ تَمْرٍ أَوْ صَاعًا مِنْ شَعِيرٍ عَلَى الْعَبْدِ وَالْحُرِّ وَالذَّكَرِ وَالْأُنْثَى وَالصَّغِيرِ وَالْكَبِيرِ مِنْ الْمُسْلِمِينَ وَأَمَرَ بِهَا أَنْ تُؤَدَّى قَبْلَ خُرُوجِ النَّاسِ إِلَى الصَّلَاةِ


ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กำหนดวาญิบซะกาตฟิฏร์ หนึ่งศออ์ จากอินทผลัม หรือหนึ่งศออ์ จากข้าวบาร์เล่ย์ สำหรับทาส อิสระชน ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ จากบรรดามุสลิม และสั่งใช้ให้ปฏิบัติก่อนที่ประชาชนจะออกไปละหมาด[9]


หลักฐานจากมติเห็นพร้องต้องกัน : มีรายงานจากอุละมาอ์หลายท่านว่า เป็นมติเห็นพร้องต้องกันของบรรดามุสลิมว่าการจ่ายซะกาตุลฟิฏร์นั้นจำเป็น


อิบนุมุนซิร ได้กล่าวว่า และเป็นมติเห็นพร้องต้องกันว่า ซะกาตุลฟิฏร์นั้นเป็นฟัรฎู[10]


ซะกาตุลฟิฏร์จำเป็นต่อผู้ใด :

ซะกาตุลฟิฏร์จำเป็นต่อมุสลิมที่เป็นอิสระชน ครอบครองอาหารหนึ่งศออ์ที่เพิ่มจากอาหารของเขาและครอบครัวของเขาในวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง และจำเป็นสำหรับผู้ที่มีเงื่อนไขดังกล่าวที่ต้องจ่ายซะกาตุลฟิฏร์ให้ตัวของเขา และผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา เช่น ภรรยา ลูก ๆ คนรับใช้ที่เป็นมุสลิม โดยที่เขาคือหัวหน้าครอบครัวต้องจ่ายให้ทั้งหมด[11]


ข้อคิดในการบัญญัติซะกาตุลฟิฏร์ :

อัลลอฮ์ทรงบัญญัติซะกาตุลฟิฏร์เพื่อให้ผู้ถือศีลอดสะอาดจากคำพูดที่ไม่ดีและคำพูดหยาบคาย และให้อาหารแก่คนยากจนเพื่อให้พวกเขามีอาหารทานโดยไม่ต้องไปขอทานในวันอีด และพวกเขาจะได้มารวมตัวกับคนร่ำรวยมีความสุขในวันอีด[12] และเป็นการขอบคุณต่ออัลลอฮ์ ตะอาลาที่ทรงให้การถือศีลอดฟัรฎูครบถ้วนสมบูรณ์[13]


จำนวนปริมาณและชนิดอาหารของซะกาตุลฟิฏร์

อนุญาตให้จ่ายซะกาตุลฟิฏร์ด้วยกับทุกสิ่งที่เป็นอาหารหลักของชาวเมืองนั้น เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ อินทผาลัมแห้ง องุ่นแห้ง นมแข็ง ข้าวสาร ข้าวโพดและอื่น ๆ จากที่กล่าวมา และสิ่งที่ดีที่สุดคือสิ่งให้ประโยชน์มากที่สุดแก่คนยากจน[14]


จำนวนซะกาตุลฟิฏร์นี้คือหนึ่งศออ์ (เท่ากับสี่มุด[15]) ต่อหนึ่งคน หรือเท่ากับ 2.40 กิโลกรัม [16]

มีรายงานจากอับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า


فَرَضَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ زَكَاةَ الْفِطْرِ صَاعًا مِنْ تَمْرٍ أَوْ صَاعًا مِنْ شَعِيرٍ


ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กำหนดวาญิบซะกาตฟิฏเราะฮ์ หนึ่งศออ์ จากอินทผลัม หรือหนึ่งศออ์ จากข้าวบาร์เล่ย์...[17]


มีรายงานจากอะบูซะอีด อัลคุดรีย์ เล่าว่า


كُنَّا نُخْرِجُ فِي عَهْدِ رَسُولِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيهِ وَسَلَّم يَوْمَ الْفِطْرِ صَاعًا مِنْ طَعَامٍ وَكَانَ طَعَامَنَا الشَّعِيرُ وَالزَّبِيبُ وَالْأَقِطُ وَالتَّمْرُ


พวกเราได้เคยจ่าย (ซะกาตุลฟิฏร์) ในวันอีดดิลฟิฏร์สมัยท่านเราะซูล ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ด้วยอาหาร 1 ศออ์ และอาหารของเราก็คือ ข้าวบาเล่ย์ องุ่นแห้ง นมเปรี้ยวแห้ง (เป็นก้อนแข็ง) และอินทผลัมแห้ง [18]


การจ่ายซะกาตุลฟิฏร์นอกจากอาหาร

จำเป็นที่ต้องจ่ายซะกาตุลฟิฏร์จากชนิดต่าง ๆ ของอาหาร และต้องไม่ออกซะกาตุลฟิฏร์แทนด้วยเงินนอกจากมีเหตุจำเป็นจริง ๆ เพราะไม่มีรายงานยืนยันว่าท่านนะบี ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมออกซะกาตุลฟิฏร์แทนด้วยเงิน ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีรายงานมาแม้กระทั่งบรรดาเศาะฮาบะฮ์ที่ออกซะกาตุลฟิฏร์ด้วยเงิน[19]


เวลาของการจ่ายซะกาตุลฟิฏร์

เวลาในการจ่ายซะกาตุลฟิฏร์เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าคืนวันอีดจนถึงก่อนละหมาดอีด แต่ที่ดีที่สุดคือจ่ายในวันอีดในช่วงก่อนละหมาดอีด และอนุญาตให้จ่ายก่อนวันอีดหนึ่งหรือสองวันได้ อย่าจ่ายก่อนในวันดังกล่าว

และบุคคลใดที่จ่ายหลังละหมาดอีดถือว่าเป็นทานบริจาคหนึ่งจากบรรดาทานบริจาคต่าง ๆ และเป็นบาปยกเว้นหากมีเหตุจำเป็น ฉะนั้นหากเขาล่าช้าจนเลยอีดโดยไม่มีเหตุจำเป็นถือว่าเป็นบาป และหากเขามีความจำเป็นให้เขาชดเชยมันโดยที่ไม่มีบาปใด ๆ แก่เขา[20]


มีรายงานจากอิบนิ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า


مَنْ أَدَّاهَا قَبْلَ الصَّلَاةِ فَهِيَ زَكَاةٌ مَقْبُولَةٌ وَمَنْ أَدَّاهَا بَعْدَ الصَّلَاةِ فَهِيَ صَدَقَةٌ مِنْ الصَّدَقَاتِ


....บุคคลใดที่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺก่อนละหมาด (อีด) ดังนั้นมันคือซะกาตที่ถูกตอบรับ และบุคคลใดที่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺหลังจากละหมาด (อีด) ดังนั้นมันคือเศาะดาเกาะฮฺหนึ่งจากเศาะดาเกาะฮ์ต่าง [21]


บุคคลที่ได้รับซะกาตุลฟิฏร์

บรรดานักวิชาการได้เห็นต่างกันถึงบุคคลที่ได้รับซะกาตุลฟิฏร์แบ่งเป็น 2 ทัศนะ[22]


ทัศนะที่หนึ่ง : ผู้ที่ได้รับซะกาตุลฟิฏร์ ก็คือผู้ที่ได้รับซะกาต 8 จำพวก เป็นทัศนะของมัซฮับนักวิชาการส่วนมาก ยกเว้น มาลิกียะฮ์


ทัศนะที่สอง : ความจริงซะกาตุลฟิฏร์นั้นจ่าย 2 จำพวกสำหรับผู้ที่มีความต้องการ (คนยากจนและขัดสนเท่านั้น) เป็นทัศนะของมัซฮับมาลิกีย์ ชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮ์ก็เลือกทัศนะนี้ มันคือทัศนะที่มีน้ำหนัก ซึ่งมันเหมาะสมในการวางบทบัญญัติของซะกาตุลฟิฎร์ จากฮะดีษที่ว่า :


وَطُعْمَةً لِلْمَسَاكِينِ


“....และเป็นอาหารสำหรับบรรดาคนยากจน...[23]


มูฮัมหมัด ศอเลียห์ อิบนุ อุษัยมีน ได้กล่าวว่า : ซะกาตุลฟิฏร์จะถูกจ่ายให้แก่บุคคลจำพวกเดียวเท่านั้น คือ คนยากจน [24]


การจ่ายซะกาตฟิฏร์ต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

ไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตุลฟิฏร์นอกจากบรรดามุสลิมที่ยากจนเท่านั้น[25]


การจ่ายซะกาตฟิฏร์ต่อผู้ที่อยู่เมืองอื่น

การจ่ายซะกาตุลฟิฏร์ไปยังเมืองอื่นที่ไม่ใช่เมืองที่ผู้จ่ายซะกาตุลฟิฏร์อาศัยอยู่ หากมีความจำเป็นโดยในเมืองที่เขาอาศัยอยู่นั้นไม่มีบรรดาคนยากจนเลยสักคน ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่หากไม่มีความจำเป็นโดยในเมืองของเขามีคนที่รับซะกาตุลฟิฏร์ได้ ฉะนั้นแล้วไม่อนุญาตให้ไปจ่ายซะกาตุลฟิฏร์ในเมืองอื่น[26]

[1] มุฮัมหมัด อัตตุวัยญีรีย์ , มุคตะศอรอัลฟิกฮุลอิสลามีย์ ฟีเดาอิลกุอานวัสซุนนะฮ์ , ดารอัศดาอุลมุญตะมิอ์ , อัลเกาะศีม , พิมพ์ครั้งที่ 13 , ฮ.ศ.1432-ค.ศ.2011 , หน้าที่ : 591. [2] ซัยยิด ซาบิก , ฟิกฮุสซุนนะฮ์ , ดารุลฟัตห์ , ไคโร , พิมพ์ครั้งที่ 3 , ฮ.ศ.1428-ค.ศ.2008 , เล่มที่ 1 , หน้าที่ 468. [3] อับดุลลอฮ์ อาลบัซซาม , เตาฏิฮุลอะห์กาม มินบุลูฆิลมะรอม , เล่มที่ 2 , หน้า 470. [4] อะบูบักร์ อัลญะซาอิรีย์ , มินฮาญุลมุสลิม , ดารอัลมุอัยยัด , พิมพ์ครั้งที่ 1 , ฮ.ศ.1423-ค.ศ.2003 , หน้าที่ 242. [5] มุฮัมหมัด อัตตุวัยญีรีย์ , แหล่งเดิม , หน้าที่ : 591. [6] อัลเฟาซาน , อัลมุลัคอศอัลฟิกฮีย์ , ดารอิบนุเญาซีย์ , อัดดัมมาม ,พิมพ์ครั้งที่ 4 , ฮ.ศ.1433 , หน้าที่ 166-167. [7] ซูเราะฮ์ อัลอะอ์ลา , 87 : 14. [8] ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ , 2 : 43. [9] บุคอรีย์ , กิตาบุซซะกาต , เลขฮะดีษที่ : 1503. [10] อิบนุลมุนซิร , อัลอิจญมาอ์ , ดารุลอาษาร , ไคโร , พิมพ์ครั้งที่ 1 , ฮ.ศ.1425-ค.ศ.2004 , หน้าที่ 57. [11] ซัยยิด ซาบิก , แหล่งเดิม , หน้าที่ 468. [12] มุฮัมหมัด อัตตุวัยญีรีย์ , แหล่งเดิม ,, หน้าที่ : 591. [13] อัลเฟาซาน , แหล่งเดิม , หน้าที่ 167. [14] มุฮัมหมัด อัตตุวัยญีรีย์ , แหล่งเดิม , , หน้าที่ : 592. [15] อัลเฟาซาน , แหล่งเดิม , หน้าที่ 167. [16] มุฮัมหมัด อัตตุวัยญีรีย์ , แหล่งเดิม , หน้าที่ : 592. [17] บุคอรีย์ , กิตาบุซซะกาต , เลขฮะดีษที่ : 1503. [18] บุคอรียฺ , กิตาบุซซะกาต , เลขฮะดีษที่ : 1510. [19] อะบูบักร์ อัลญะซาอิรีย์ , แหล่งเดิม , หน้าที่ 242. [20] มุฮัมหมัด อัตตุวัยญีรีย์ , แหล่งเดิม , หน้าที่ : 592. [21] อบูดาวุด , อัสซุนัน , กิตาบุซซะกาต , เลขฮะดีษที่ : 1609. [22] อะบูมาลิก ซัยยิดซาลิม , เศาะเฮียะห์ฟิกฮุสซุนนะฮ์ , ดารุตเตาฟีกียะฮ์ลิตตุรอษ , ไคโร , มปป ,เล่มที่ 2 , หน้าที่ 76. [23] อบูดาวุด , อัสซุนัน , กิตาบุซซะกาต , เลขฮะดีษที่ : 1609. [24] อุษัยมีน , ฟิกฮุลอิบาดาต , มะดารุลวะฏอนลินนัชร์ , รียาฎ , ฮ.ศ.1425 , หน้าที่ 299. [25] อุษัยมีน , แหล่งเดิม , หน้าที่ 299. [26] อุษัยมีน , แหล่งเดิม , หน้าที่ 299.

ดู 216 ครั้ง

© 2020 เผยแพร่โดย เว็บไซต์วะเราะษะตุสซุนนะฮ์